*** นายทุน,โฆษณา และ พระเครื่องยุคใหม่***

Posted on September 28, 2009. Filed under: ประสบการณ์ | Tags: , , |

ท่าพระจันทร์

ท่าพระจันทร์

เป็นบทความที่เขียนไว้ในเวปอมูเลททูยูเมื่อปี ๒๕๔๘ สมัยนั้นการสร้างพระเครื่องใหม่นั้นกำลังรุ่งโดยเฉพาะองค์พ่อจตุคามรามเทพที่กำลังจะโด่งดัง ลองอ่านดูเล่นๆครับ

…ไม่คาดคิดว่าจะมานั่งเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เพราะกลัวเดี๋ยวจะเป็นเรื่องเป็นราว…อย่างที่กระทู้เดิมเคยเกริ่นไปว่าพระ เครื่องยุคใหม่มีการจัดสร้างเพื่อวัตถุประสงค์ในการระดมปัจจัยบำรุงพระศาสนา .ความเชื่อและความศรัทธาของคนไทยยังเหนี่ยวแน่นอยู่กับคติการทำทานโดยเฉพาะ ทำบุญแล้วได้พระเครื่อง ในสมัยก่อนการทำบุญตามวัด พระเกจิอาจารย์ท่านมีเจตนาสร้างพระเพื่อให้ชาวบ้านที่ได้มาทำบุญได้พระกลับ ไปติดตัว โดยไม่ได้คำนึงถึงว่า ต้องทำบุญเท่านี้ จะได้รับพระองค์แบบนี้ ทำบุญเท่านั้นจะได้รับพระองค์แบบนั้น.ท่านสร้างแบบเดียวกันหมด กรรมกงกรรมการก็ไม่มีการป่าวประกาศทำนองว่ากรรมการทำบุญเยอะเท่านี้จะได้ชุด นี้ กรรมการวัดในอดีตนั้นจะจัดสร้างกันเองไม่เผยแพร่ในทำนองเพื่อให้ชาวบ้านต้อง ทำบุญมากๆแล้วจะได้เหมือนในปัจจุบัน.พระท่านก็ไม่ได้กำหนดราคาเช่าพระ แล้วแต่ศรัทธา พระบางองค์ท่านก็ไม่ได้กำหนดอีกว่า ทำบุญเท่านี้ได้กี่องค์ แล้วแต่จะหยิบ.แต่บางทีคนเราก็งกใช่ที่ พระท่านก็เลยต้องกำหนดว่าคนละองค์บ้าง(ถ้าสาธุชนมามากๆ ขืนให้คนนี้หลายองค์ เดี๋ยวไม่พอแจก)….ตรงนี้ผมต้องการชี้ให้เห็นว่า ในอดีตการสร้างพระแจกไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหาปัจจัยเข้าวัดอย่าง เดียว แต่ลองเทียบกับพระเกจิในปัจจุบันดูซิครับว่าต่างกันอย่างไร…แล้วนายทุน เข้ามาอย่างไร

…นายทุน ในปัจจุบันคงรวมถึงศูนย์พระเครื่องต่างๆ  คงต้องยอมรับกันว่า พระเครื่องใหม่ๆเข้าสู่ระบบธุรกิจแบบเต็มตัว มีการจัดแจงแบ่งแผนกบริหารให้เห็นชัดเจน บางคนตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม มีการจัดจ้างพนักงานที่จบด้านบัญชี ด้านการโฆษณา หรือด้านคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน…ผมว่าผมคงบาปที่จะพยายามเปรียบเทียบพระ เครื่องและเกจิออกมาในรูปธุรกิจ…ไม่รู้ว่าตกนรกไปขุมไหนแล้ว กลุ่มนายทุนทั้งหลายนั้นผมเห็นว่าส่วนใหญ่ผันตัวจากกลุ่มนักเล่นพระเครื่อง และกลุ่มศูนย์พระเครื่องเกือบทั้งนั้น คาดว่าพระเครื่องเก่านั้นมีความจำกัดเรื่องอุปทาน คือมีจำนวนจำกัด ยิ่งในปัจจุบันมีผู้กระโดดเข้ามาวงการมากขึ้น แย่งกันหาพระเครื่องเก่ามากขึ้น แถมถ้าไม่แม่นจริงต้องกระอักเลือด พูดง่ายๆคือ มีการลงทุนสูงกว่าจะมีความชำนาญและสร้างแบรนด์สร้างเครดิตขึ้มาได้  เทียบกับพระเครื่องใหม่ที่สามารถคาดการณ์ถึงต้นทุนในขั้นต้น รวมทั้งรู้กำไรหลังจบโครงการ ถ้าโชคดี พระเครื่องที่สร้างติดลมบนและตุนไว้บ้าง ฟันกำไรรอบสอง….นี่คือเหตุผลที่คนพยายามผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นผู้สร้าง พระ..ขั้นตอนก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆครับ คือกว้านหาก่อนว่า พระเกจิรูปไหนมีโอกาสจะดัง หรือไปหาดาราขึ้นมาเพื่อปั้นเองก็ได้ เลือกพระอายุมากๆพรรษาเยอะหน่อย ดูแล้วน่าเชื่อถือ…จากนั้นก็เริ่มสร้างตำนาน เรื่องเสริมความน่าศรัทธาของพระเกจิ  รุ่นแรกอาจยอมเจ็บตัวบ้าง สร้างแล้วไปบ้างไม่ไปบ้าง ถ้าเทียบกับธุรกิจ คือ หาProductที่ตลาดต้องการ…ตรงนี้อาศัยวิสัยทัศน์ของนายทุนว่ามองการณ์ไกล แค่ไหน…
….นิสัยของนายทุนคือ  เอากำไรให้มากที่สุด กลวิธีก็ไม่ยากครับ อย่างแรกกดต้นทุนก่อนครับ  ต้นทุนมีอะไรบ้างครับ  อย่างแรก วัตถุมงคลก็ไม่ลงทุนมาก เนื้อหามวลสารก็กดราคาต้นทุน ใช้ทองแดงธรรมดา เป็นปูนในเนื้อเยอะๆ แต่โฆษณาเสียเวอร์ มีผงสุดยอดแต่ไม่บอกว่ามีแค่ช้อนเดียว แต่สร้างพระเป็นแสนองค์ ที่เหลือเป็นผงปูน ต่อมาลดต้นทุนด้วยการตกลงการบริจาคกับเกจิกับวัด…บอกว่าผมสร้างห้าพันองค์ ครับ หลังพิธีให้หลวงพ่อไว้สองพันครับ แต่ที่ไหนได้ปั๊มไว้สองหมื่น ไม่รู้ว่าเวลาจัดพิธีเอามาเข้าเท่าไหร่ บางทีก็กำหนดกับวัดไปว่า ถ้าพระเครื่องไปได้หมดจะบริจาคให้วัดสองแสนสามแสน แต่ถ้าไม่ไปก็บริจาคตามส่วน
ถ้าพระเครื่องที่ผมช่วยออกให้ทำบุญเหลือห้าสิบ ผมก็บริจาคแค่ครึ่งเดียวก่อน ถ้าจำหน่ายได้หมดจะมาบริจาคที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง…ใครจะรู้ว่าพระในมือของ นายทุนจำหน่ายได้เท่าไหร่ และที่เหลือจะตามมาให้วัดเมื่อไหร่ คงชาติหน้าโน่นมั้งครับ  ต้นทุนที่ต้องตัดคือ พิธีครับ ลดตรงไหนได้ลดทันที บางทีจัดชุดทำบุญวันพิธีมีชุดพิเศษเจ้าภาพพิธีบ้าง—ไปตกลงกับวัดว่า ถ้าออกได้ไม่หมด ต้องไปหักเปอร์เซ็นต์กับวัดด้วยนะ.อันนี้รวมทั้งในซองที่ถวายพระเกจิที่มา ร่วมพิธี บางองค์ท่านเดินทางมาไกลได้ปัจจัยไม่พอค่าเดินทางเลย เผลอๆบางงานท่านได้ซองเปล่ากลับไป โดยบอกว่าเดี๋ยวทางวัดที่ทำพิธีจะถวายหลังงาน…

..หลังจากกดต้นทุนให้ต่ำ ก็มามองหาวิธีที่จะทำยังไงให้มีรายได้เข้ามาให้มากที่สุด…โฆษณาเป็นสิ่งจำ เป็นแล้วครับ เริ่มจากประชาสัมพันธ์งานให้ใหญ่ตั้งแต่ก่อนจะมีงานจริงๆ หลังออกวัตถุมงคลก็ต้องอัดโฆษณาต่อ บางคนมีแคมเปญออพชั่นเพิ่ม วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ร่อนจดหมายไปเล่าประสบการณ์ตามนิตยสารพระเครื่อง อันนี้ผมพิสูจน์ไม่ได้ว่าบุคคลมีตัวตนจริงไหม…อีกวิธีหนึ่งที่สามารถสร้าง รายได้เข้ากระเป๋าเพิ่มก็ชุดพิเศษชุดกรรมการที่สร้างไว้นี่แหละ จารพิเศษ มวลสารพิเศษ สามารถเพิ่มมูลค่าให้พระเครื่องได้และเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด ดึงราคาเช่าหาได้มากที่สุด วิธีต่อมาคือการตอกหมายเลข หมายเลขสวยๆก็เหมือนป้านทะเบียนรถสวยๆที่คนแย่งประมูลกัน ความจริงชุดกรรมการก็รวมกับชุดที่สร้างจำนวนน้อยๆ…..แค่สามวิธีนี้ ดึงราคาสร้างคุณค่าในจิตใจแก่ผู้เช่าได้อย่างดี

…นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราทำบุญเพื่อให้เงินเข้าวัดเพื่อสร้างถาวรวัตถุ แล้วเราไม่เห็นถาวรวัตถุสักที เพราะเงินเรารั่วไปเข้ากระเป๋านายทุน ดังนั้นกว่าจะสำเร็จก็สร้างกันหลายรอบ…
…ผมได้ข้อสังเกตง่ายๆจากอาจารย์ประพนธ์ว่า พระเครื่องที่มีการโฆษณามากๆ ผมไม่เช่า…ข้อนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะวัดเสียเงินไปกับโฆษณามากเกินแทนนี่จะเอาเงินไปสร้างถาวรวัตถุ

…เคยลองเปิดหนังสือนิตยสารพระเครื่องสมัยเก่าๆไหมครับ หน้าโฆษณาพระเครื่องน้อยมาก อาจเป็นเพราะค่าโฆษณาอาจจะแพง หรืออาจเป็นว่าโฆษณาส่วนใหญ่เป็นแค่การแจ้งให้ทราบข่าวสาร เนื้อความที่จะเขียนทำนองว่า ประสบการณ์แบบเหลือเชื่อน้อยมาก…อันนี้ผมขอเรียกว่าโฆษณาชวนเชื่อมีน้อย มากครับ…ผมเชื่อว่าคนทำนิตยสารในยุคก่อนมีจรรยาบรรณสูงกว่าในยุคปัจจุบัน อะไรที่ชวนเชื่อเหลือเชื่อ แม้แต่คนทำยังยากจะเชื่อหรือเห็นว่าโอ้อวดไร้ความจริง ก็ไม่นำเสนอให้คนอ่านสับสน พาลจะเข้าใจคนทำนิตยสารไปผิดๆ ผมเข้าใจว่าคนทำนิตยสารเขารักนิตยสารของเขาครับ อะไรที่จะสื่อไปในทางที่ให้นิตยสารเสื่อมเสียเขาจะไม่ยอมทำ ไม่เหมือนบางคนที่ยอมทำอะไรก็ได้ให้ได้เงินเข้าหนังสือเยอะๆ ให้หนังสืออยู่ได้ ไม่สนว่าเนื้อความเนื้อหาในนิตยสารเป็นยังไง ขอให้จ่ายเงินค่าโฆษณาตามตกลงเป็นพอ…แล้วลองกลับไปอ่านบทความของนักเขียน ยุคเก่าๆบ้างไหมครับ ความรู้ล้วนๆไม่มีการโอ้อวดตัวผู้เขียนเอง ไม่อ้างอิงตัวบุคคลเพื่อให้คัวเองน่าเชื่อถือ และแทบจะไม่มีการเล่าประสบการณ์แบบเกินจริง
…มีคนเคยบอกว่า ในบ้านเรานั้น คนไม่เคยชอบฟังความเป็นจริง ชอบฟังอะไรๆที่เกินจริง  มิน่าล่ะครับ ผมเดินเข้าไปแผงนิตยสารพระเครื่องทีไร เหมือนกำลังฝันซะทุกที….
…ตราบใดที่สาธุชนยังมีความเชื่อในเรื่องวัตถุมงคลแบบนี้ ช่องทางในธุรกิจแบบนี้สำหรับนายทุนก็ยังสามารถโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่หลักแสนหือหลักล้านนะครับ เขาได้ทีเป็นสิบล้านครับ…เงินเข้ากระเป๋าล้วนๆ ไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงรัฐ ชาวบ้านทำงานได้เงินเดือน เสียเงินบำรุงรัฐเต็มที่ นายทุนที่รู้ช่องกลับกอบโกยได้โดยไม่ต้องบำรุงรัฐ

…คนไทยเรานั้น มีนิสัยประหลาดอยู่อย่างครับ เวลาเดือดร้อนทุกข์ใจอะไรก็ชอบบนบานศาลกล่าว ไม่ชอบจะช่วยเหลือตัวเอง  เราไม่ยอมจะศึกษาว่าตัวเราเองเป็นต้นเหตุให้เกิดเหตุอันเป็นปัญหาหรือเป็น ทุกข์อย่างไร จะปรับปรุงจะระวังไม่ให้เหตุแห่งปัญหาเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร กลับไปบนบานขอโน่นขอนี่ให้ปัญหาพ้นตัวเป็นวันๆ อีกไม่นานก็กลับมาอีก…จริงๆปัญหาความทุกข์มันก็ไม่เที่ยง มันอยู่ไม่นานหรอกครับ แต่เราทนอยู่กับมันจนมันสุดสิ้นไม่ได้เอง เราทนไม่ได้ก่อนแล้วดิ้นรน ปัญหาทุกอย่างมีเหตุถึงเกิด แต่เราจะเห็นบ่อเกิดแห่งปัญหาได้หรือไม่เท่านั้นเองครับ….
…เคยมีคนถามหลวงปู่ชาเรื่องปัญหาความทุกข์ใจ หลวงปู่ชาท่านก็ถามว่า”ลองผลักก้อนหินก้อนเล็กนั้นได้ไหม…ได้ใช่ไหมล่ะ”
“แล้วลองไปผลักก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนนั้นได้ไหม…ใหญ่เกินแรงใช่ไหมล่ะ”
“แล้วหลวงปู่จะให้ทำอย่างไรครับ”
“ก็รอให้กาลเวลากร่อนหินให้เล็กลง แล้วค่อยผลักสิ แล้วจะผลักได้เอง”
….นี่แหละครับ เราไม่รู้จักรอ ไม่รู้จักแก้ในส่วนที่แก้ได้ก่อน ไม่รู้จักกำจัดเหตุอันเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหา…แล้วพอมานั่งทุกข์ ก็บ่นว่าเพราะสิ่งนั้น เพราะคนนี้ แล้วขอไปทั่ว ขอให้พระช่วย ขอให้เทวดาช่วย….มันไม่พ้นสักทีครับ

Make a Comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

    About

    บล็อกรวบรวมประวัติพระเครื่องดี…พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์

    RSS

    Subscribe Via RSS

    • Subscribe with Bloglines
    • Add your feed to Newsburst from CNET News.com
    • Subscribe in Google Reader
    • Add to My Yahoo!
    • Subscribe in NewsGator Online
    • The latest comments to all posts in RSS

    Meta

Liked it here?
Why not try sites on the blogroll...

%d bloggers like this: